เปิดใจคลิปดัง!’ศึกชิงเก้าอี้’ ยันไม่คิดดังแล้วขายครีม

เมื่อวันที่ 2 มี.ค. ผู้สื่อข่าว “เดลินิวส์ออนไลน์”รายงานว่า โลกออนไลน์เกิดกระแสการแชร์คลิปวิดีโอ “ศึกชิงเก้าอี้ในฟู้ดเซนเตอร์เกือบวางมวยต่อหน้าเด็กน้อย” ซึ่งเป็นคลิปวิดีโอจากแฟนเพจเฟซบุ๊กชื่อดัง@แหม่มโพทธิ์ดำ เผยภาพเหตุการณ์การถกเถียงของเจ้าของคลิปและชายเสื้อดำเรื่องเก้าอี้ในศูนย์อาหาร เนื่องจากชายคนดังกล่าวไม่พอใจที่มีคนมานั่งเก้าอี้ที่ตนเองจองไว้ แต่เจ้าของคลิปได้ขอโทษแล้ว แต่เรื่องดังกล่าวก็ยังไม่จบจนมีการถกเถียงกันขึ้น จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และแชร์คลิปไปทั่วโซเชียลมีเดียนั้น

ล่าสุด คุณนานา(นามสมมุติ)เจ้าของคลิปดังกล่าวได้ให้สัมภาษณ์“เดลินิวส์ออนไลน์”เผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 16.00 น.ของวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ตนกำลังไปรับประทานอาหารที่ศูนย์อาหารของห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านบางกะปิ ในระหว่างที่ตนเองและแฟนหนุ่มแยกกันไปซื้อข้าว ตนจึงเดินไปหาโต๊ะและเก้าอี้ที่จะนั่งรับประทานอาหาร ซึ่งตนก็พบว่าบริเวณเคาท์เตอร์ มีหญิงสาวสองคนได้ลุกขึ้นและเดินออกไป ตนจึงเดินเข้าไปนั่งแทนที่ แต่หญิงกลางคนซึ่งมากับลูกวัย 3-5 ขวบได้บอกกับตนว่ามีคนนั่งแล้ว ตนก็ขอโทษละขยับไปนั่งเก้าอีกอีกตัวที่ยังว่าง

แต่กหลังจากนั้นไม่นาน ชายเสื้อดำซึ่งเป็นสามีของหญิงคนดังกล่าวได้เดินเข้ามาพร้อมวางถาดอาหารด้วยความโมโหพร้อมต่อว่าภรรยาตนเองที่มีคนมาขยับเก้าอี้ พร้อมทั้งด่าคนที่ขยับเก้าอี้ด้วยถ้อยคำหยาบคาย ตนจึงหันไปถามว่ามีอะไร ประกอบกับแฟนหนุ่มได้เดินนำเก้าอี้จะมานั่งข้างๆเดินเข้ามาพอดี ทางชายเสื้อดำจึงได้ต่อว่าและท้าให้แฟนตนไปชกต่อยในลานจอดรถ อีกทั้งยังกล่าวอ้างว่าทำงานอยู่ในสำนักพระราชวัง เมื่อตนเห็นว่าท่าทางไม่ค่อยดีจึงได้ถ่ายคลิปไว้เป็นหลักฐานหากเกิดการทำร้ายร่างกายกันขึ้น

การที่ตนโพสต์คลิปลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวเนื่องจาก อยากให้คลิปเป็นหลักฐานของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและอยากจะให้เป็นอุทาหรณ์แก่เพื่อนๆในเฟซบุ๊ก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนก็ยอมรับที่พลาดเองที่ไม่เดินออกมา แต่ก็พยายามใจเย็นอย่างที่สุดที่จะไม่ให้มีเหตุการณ์รุนแรงต่อหน้าเด็กๆ แต่เมื่อมีการแชร์คลิปกันมากขึ้นทั้งยังมีคนเข้ามาคอมเม้นท์เสียหายถึงเด็กน้อยซึ่งเป็นลูกของคู่กรณี ตนจึงตัดสินใจตั้งค่าคลิปเป็นส่วนตัว เพราะไม่อยากให้เรื่องที่เกิดขึ้นกลายเป็นปมบาดแผลในใจของหนูน้อย เนื่องจากตอนนั้นเด็กดูมีอาการเกรงกลัวพ่อตนเองเป็นอย่างมาก ถึงแม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เกิดจากความเข้าใจผิดก็ตาม ตนก็อยากจะขอยืนยันว่าการที่ตนลงคลิปก็ไม่ได้มีเจตนาอยากดังหรือดังแล้วจะขายครีมตามที่มีคนเข้าใจผิดแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ หากทางฝ่ายคู่กรณีจะฟ้องร้องตนตามพรบ.คอมพิวเตอร์หรือไม่ ตนก็ยินดีพิสูจน์ความจริงถึงเรื่องที่เกิดขึ้น….